ReadyPlanet.com
dot dot
bulletเว็บสำเร็จรูป
bulletจดโดเมนเนม


Country Information

ประเทศสหรัฐอเมริกา

ขนาดและที่ตั้ง

สหรัฐอเมริกามีเนื้อที่ประมาณ 3,675,000 ตารางไมล์ ตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 20 องศา 33 ลิปดาเหนือ -71องศา 23 ลิปดาเหนือ  และลองจิจูด ละติจูด 66 องศา  57 ลิปดา - 172องศา 27 ลิปดาตะวันตก  แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 รัฐ ในจำนวนนี้มีอยู่ 2 รัฐที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่น ๆ ของประเทศ คือ รัฐอะแลสกา และ รัฐฮาวาย ซึ่งเป็นรัฐที่ 49 และ   รัฐที่ 50 ตามลำดับ

 

ลักษณะภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา

ลักษณะภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา มีลักษณะคล้ายคลึงกับภูมิอากาศในบริเวณเขต อื่น ๆ ของโลก คือขึ้นอยู่กับลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความใกล้ไกลทะเล และความสูงต่ำของแผ่นดิน

ซึ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน  ซึ่งมีความแตกต่างกันในส่วนต่าง  ๆ ของประเทศ

 

อุณหภูมิ

บริเวณที่มีอากาศหนาวจัดในฤดูหนาว ได้แก่ บริเวณที่ตั้งอยู่เหนือละติจูดที่ 40 เหนือขึ้นไป ยกเว้นบริเวณเขตชายฝั่งทะเลด้านมหาสมุทรแปซิฟิก อุณหภูมิของเดือนมกราคมจะต่ำกว่า 32 องศาฟาเรนไฮต์ เนื่องจากรับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่ไหลลงมาจากแถบขั้วโลก ซึ่งเรียกว่า Polar Continental Airmas

เขตชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิตแถบรัฐวอซิงตัน โอเรกอน และอะแลสกา ในฤดูหนาวจะมีอากาศอบอุ่น อุณหภูมิอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมจะสูงกว่าจุดเยือกแข็ง เนื่องจากเขตนี้ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นแปซิฟิกเหนือ และลมประจำฝ่ายตะวันตก

ในฤดูร้อยบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงมากได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศและทางตอนเหนือของอ่าวแคลิฟอร์เนียซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมสูงประมาณ 90 องศาฟาเรนไฮต์ในขณะที่บริเวณ Death Valley ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีอุณหภูมิสูงถึง 134 องศาฟาเรนไฮต์

ชายฝั่งตอนกลางของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มีอากาศเย็นสบายในฤดูร้อน เนื่องมาจากอิทธิพลของกระแสน้ำเย็น  แคลิฟอร์เนียลมประจำฝ่ายตะวันตกและหมอกที่ลงจัดอยู่เสมอ

 

เศรษฐกิจ

                                สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล ทั้งเหล็ก น้ำมัน  ถ่านหิน และ แร่ธาตุ ความกว้างใหญ่ของประเทศทำให้เกิดลักษณะดินและลักษณะอากาศที่หลากหลายช่วยให้ปลูกพืชพรรณต่างๆ ได้มากมายหลายชนิด สหรัฐสามารถผลิตวัตถุดิบที่โรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศต้องการได้พอเพียงสำหรับภายในประเทศ และยังมีเหลือส่งออกขายต่างประเทศอีกด้วย ระบบการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็ว ทั้งทางถนน ทางรถไฟ และทางน้ำภายในและภายนอกทวีปอย่างรวดเร็ว มีเหลือส่งออกขายต่างประเทศอีกด้วย ระบบการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็ว ทั้งทางถนน ทางรถไฟ และทางน้ำภายในและภายนอกทวีปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีได้สร้างให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในด้านความเจริญทางด้านวัตถุและทำให้ชาวอเมริกันมีระดับการครองชีพสูงที่สุดในโลก

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้นำในด้านการเพาะปลูก การทำเหมืองแร่ การอุตสาหกรรม และการค้า ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีความร่ำรวย  และมั่นคง  และยังเป็นประเทศที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่าประเทศใด ๆในโลก นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังเป็นผู้นำทางด้านการแข่งขันทางอวกาศ จนถึงขั้นสามารถเดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้แล้ว

 

การค้า

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีการค้าติดต่อเกือบทั่วโลก แต่ประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดคือ แคนนาดา รองลงไป ได้แก่ ประเทศในภาคพื้นยุโรป  ภาคพื้นอเมริกาและเอเชีย สินค้าเข้าของสหรัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าสำเร็จรูป ส่งมาจากสหราชอาณาจักร และองค์การตลาดร่วมของยุโรป ซึ่งได้แก่ เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ค  ฝรั่งเศส อิตาลี และ เยอรมันตะวันตก นอกจากนี้ก็มีจากเม็กซิโก และญี่ปุ่น

ส่วนสินค้าจำพวกวัตถุดิบและอาหาร ส่วนใหญ่ซื้อมาจากประเทศแคนนาดา ลาตินอเมริกา และเอเชีย  เช่น กาแฟจากบราซิล น้ำมันจากตะวันออกกลาง เวเนซูเอลาและเม็กซิโก
น้ำตาลและกล้วยหอม  จากของสหรัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกสินค้าสำเร็จรูป ส่งมาจากสหราชอาณาจักร และองค์การตลาดร่วมของยุโรป ซึ่งได้แก่ เบลเยี่ยม ลักเซหมู่เกาะอินดิสตะวันตก ยางพาราและดีบุก จากมาเลเซีย ไม้ซุง กระดาษและเยื่อกระดาษ สินแร่เหล็ก นิเกิล และแอสเบสทอส จากแคนนาดา

สินค้าส่งออกที่สำคัญของสหรัฐ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องไฟฟ้า และเครื่องมือในการเกษตร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงงานและสำนักงาน รถยนต์ เครื่องบิน ชิ้นส่วนเครื่องบินเหล็กและเหล็กกล้า น้ำมัน  และผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำมันเป็นส่วนผสม  โลหะ ลูกปืน เคมีภัณฑ์ ผ้าและผลิตผลที่ได้จากการเกษตร ได้แก่ ฝ้าย ยาสูบ ข้าวสาลี ไม้ซุง ถั่วเหลือง

 

ประชากร

ประชากรของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1789 ขณะที่ จอร์ซ วอซิงตัน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกมีประมาณ 8.9 ล้านคน เป็นชาวผิวขาว 8.1 ล้านคน ชาวนิโกร 8 แสนคน ประมาณร้อยละ 90 ของชาวผิวขาวเป็นชาวอังกฤษ ชาวเอเชียซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและญี่ปุ่นมีอยู่เพียง 1 แสนคน ต่อมาในปี ค.ศ. 1900 ประชากรเพิ่มเป็น 70 ล้าน และเพิ่มเป็น 2 เท่าในปี ค.ศ. 1950  ในปี ค.ศ. 1900สหรัฐมีประชากร 248 ล้านคนในจำนวนนี้เป็นชาวนิโกรประมาณ 29 ล้านคน อเมริกาอินเดียน 23 ล้านคน จีน ญี่ปุ่น 1.6 ล้าน ฟิลิปปินส์ 1.4 ล้านคน

 

การคมนาคมขนส่ง

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก ซึ่งความเจริญนี้ เป็นผลเนื่องจากความเจริญด้าวหน้าทางด้านคมนาคมขนส่ง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้สหรัฐเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ระบบการคมนาคมขนส่งได้กระจายไปสู่ทุกส่วนของประเทศ แต่หนาแน่นที่สุดทางภาคตะวันออก  เนื่องจากเป็นแหล่งการอุตสาหกรรมที่สำคัญและมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนทางด้านตะวันตกนั้นยกเว้น ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีทางคมนาคมขนส่งน้อยกว่า เพราะเนื่องจากเป็นแหล่งที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อย

ทางรถไฟ

สหรัฐมีทางรถไฟมากกว่า  2 แสนไมล์ มีจำนวนน้อยกว่าทางรถไฟในปี ค.ศ. 1916 ทั้งนี้เนื่องจากได้รับการแข่งขันจากทางถนน และทางอากาศ เพราะสะดวก และรวดเร็วกว่า ดังนั้นเส้นทางรถไฟบางสายจึงต้องล้มเลิกกิจการเนื่องจากมีผู้ใช้น้อย ประมาณร้อยละ 80 ของทางรถไฟอยู่ในภาคตะวันออกของเส้นเมอรริเดียนที่ 100 ตะวันตก       เมืองชุมทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดคือเมืองชิคาโก   เส้นทางรถไฟข้ามทวีปที่เชื่อมภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ได้แก่ สาย Union Pacific Railroad ซึ่งเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1869 ต่อมาก็มีทางรถไฟอีกหลายสายที่เชื่อมภาคตะวันออกและชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น The Great Northern North Pacific Santa Fe and South Pacific เป็นต้น การรถไฟในสหรัฐดำเนินการโดยบริษัทเอกชน

ทางรถยนต์

ในแต่ละปีทางรถไฟต้องสูญเสียทั้งผู้โดยสารและสินค้าให้กับทางรถยนต์มากขึ้น ทั้งนี้เพราะรัฐบาลได้ขยายเส้นทางรถยนต์เพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากการใช้ทางรถยนต์สะดวกและรวดเร็ว สามารถขนส่งได้ถึงที่หมายได้ทันที และถูกกว่ารถไฟ ปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีรถยนต์มากกว่า 90 ล้านคัน และทุกครอบครัวจะมีรถยนต์ส่วนบุคคลอย่างน้อย 1 คัน

ในปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีถนนข้ามทวีปหลายสาย ซึ่งทำให้สามารถเดินทางจากสายฝั่งตะวันออกถึงชายฝั่งตะวันตกได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว นอกจานี้ยังได้สร้างถนนไฮเวย์ และเชื่อมเมืองทุกเมืองในทุกรัฐที่มีประชากรตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไป ถนนชนิดนี้เรียกว่า Interstate Highways เป็นถนนที่กว้างและราบเรียบสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นย่านการอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศจะมีถนนไฮเวย์ ซึ่งเรียกกันว่าในเขตนี้ว่า Turn Pike เป็นถนนที่เก็บเงินรถทุกคันที่ผ่าน ประกอบด้วย 4 ถึง 8 เลน ปัจจุบันการสร้าง Turn Pike ได้ขายไปจนถึงเขตชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก

ทางอากาศ

การขนส่งทางอากาศในสหรัฐอเมริกาได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว    สหรัฐมีสายการบินที่ติดต่อภายในประเทศมากกว่าสายการบินระหว่างประเทศถึง 101 เท่า เมื่อรวมกันทั้งหมด ปรากฏว่า สายการบินของสหรัฐทำการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศถึงร้อยละ 60 ของผู้โดยสารทางอากาศทั้งหมดของโลก และมากกว่าร้อยละ 50 ของสินค้าที่ขนส่งทางอากาศ

ทางน้ำ

สำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากใช้ขนส่งทางมหาสมุทร ตามชายฝั่งและทางน้ำภายในทวีปเป็นโชคดีของสหรัฐที่มีทะเลสาบทั้งห้า และแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่ใช้ร่วมกันกับประเทศแคนาดา เป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำภายในทวีปที่สำคัญที่สุดในโลก มีความยาวถึง 2,350 ไมล์จากเมือง
คูรุส ซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันตกของทะเล ที่ราบสุพีเรียจนถึงปากแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์   ใต้เมืองคิวเบก สินค้าที่ส่งผ่านเมืองท่าต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ เช่น ชิคาโก ดีทรอยท์ คูลุส และอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกเหล็ก ถ่านหิน ข้าวสาลี กรวดทราย หินปูน เยื่อกระดาษ ทางน้ำภายในทวีปที่สำคัญรองลงไปได้แก่ แม่น้ำมิสซิสซิปปีและสาขา ซึ่งสามารถขนส่ง สินค้าจากบริเวณอ่าวเม็กซิโก ไปยังเมืองมินเนโปลิส โดยทางแม่น้ำมิสซิสซิปปี  ไปยังเมืองพิดสเบอร์ก โดยผ่านแม่น้ำไดโฮโอ  ไปยังเมืองน๊อกซ์วิล โดยผ่านแม่น้ำเทนเนสซี และไปยังเมืองซูซิตี้โดยผ่านแม่น้ำมิสซูรี  นอกจากนี้แม่น้ำมิสซิสซิปปี
เชื่อมติดต่อกับบริเวณทะเลสาบทั้งห้าที่เมืองชิคาโก ส่วนทางตอนใต้จากแม่น้ำมิสซิสซิปปี ก็สามารถขนส่งต่อไปยังบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก และบริเวณรอบชายฝั่งในส่วนอื่น ๆ ของประเทศได้ แม่น้ำที่
มีการขนส่งหนาแน่นที่สุด ได้แก่ แม่น้ำโอไฮโอ

ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น คลอง New York State Barge เป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำภายในทวีปที่สำคัญมากอีกแห่งหนึ่ง เป็นคลองที่เชื่อมทะเลสาบอีรีกับแม่น้ำอัคสัน

สำหรับการขนส่งทางชายฝั่งน้ำ สหรัฐมีการขนส่งสินค้าระหว่างชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก โดยผ่านคลองปานามา การขนส่งสินค้าผ่านบริเวณนี้คิดเป็นน้ำหนักแล้ว
น้อยกว่า ผ่านเขตทะเลสาบทั้งห้ามาก คือ ประมาณ 200 ตันต่อไปเท่านั้น ยิ่งการขนส่งระหว่างประเทศโดยทางมหาสมุทรด้วยแล้วยังน้อยมากเมื่อเทียบการขนส่งสินค้าภายในประเทศ

เมืองท่า (Oversea Ports) ที่สำคัญ ได้แก่ นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย บัลติมอร์ บอสตัน ฮุสตัน กาลเวสตัน นิวออร์ลีนส์ ส่วนทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ ซานฟรานซิสโก ซีแอตเติล และ พอร์ตแลนด์

 

เมืองสำคัญ

นิวยอร์ก (New York)

1.  มีเนื้อที่อยู่บนเกาะ 3 เกาะ คือ แมนฮัตตัน ลองไอแลนด์ และ สเคเทน และยังมีดินแดนบางส่วนอยู่ในรัฐนิวเจอร์ซีด้วย ตัวนครนิวยอร์ก มีประชากรประมาณ 15 ล้านคน ซึ่งรวมเขตต่าง ๆ ของเมืองนี้ ได้แก่ แมนฮัตตัน เจอร์ซีซิตี้ บุรกลิน เอลิซาเบธ และ นิวอาร์ค

2.  เป็นเมืองท่าที่ใหญ่และสับสนวุ่นวายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เส้นทางเข้าสู่เมืองท่าเป็นน่านน้ำแคบ  ๆ ระหว่างเกาะลองไดแลนด์ และเกาะสเตเทน เรือสามารถแล่นเข้าสู่แม่น้ำฮัดสัน
บริเวณทางเข้าจะมีอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพบนเกาะลิเบอร์ตี้ เรือจากมหาสมุทรจะเข้าเขตนครนิวยอร์ก โดยผ่าน ลองไอส์แลนด์ ไปยังแม่น้ำอีสต์ ในบริเวณท่าเรือมีท่าจอดเรือและเขื่อนกั้นนำมีความยาว 650 ไมล์ ซึ่งยาวที่สุดในโลก

3.  เป็นเมืองที่มีดินแดนเบื้องหลังเมืองท่าที่อุดมสมบรูณ์ คือ เขตทะเลสาบทั้งห้า โดยผ่านทางแม่น้ำฮัดสัน-โมฮาค ข้ามเขตเทือกเขาแอปปาเลเซียนไปยังทะเลสาบอีรีคลองอีรีได้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1825 เชื่อมแม่น้ำโมฮอคกับทะเลสาบทั้งห้าที่เมืองบัฟฟาโล และมีการปรับปรุงได้คลองนี้มีความลึกมากขึ้นในเวลาต่อมาโดยผ่านเส้นทางของนครนิวยอร์ก สามารถติดต่อทั้งทางเรือ ทางรถยนต์ และทางรถไฟและเขตเซนต์ลอเรนซ์ ที่เมืองมอนทรีลได้โดยสะดวก

4.  จากทำเลที่ตั้งของนครนิวยอร์ก ที่ติดต่อกับมหาสมุทรแอคแลนติก ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญด้านการค้าขาย ทั้งภายในและภายนอกประเทศปริมาณการค้ากับต่างประเทศติดเป็นมูลค่า1ใน4 ของทั้งหมดผ่านนครนิวยอร์ก สินค้าเข้าที่สำคัญ ได้แก่ประเภทวัตถุดิบ อาหาร น้ำมัน
 แร่เหล็ก และสินค้าสำเร็จรูป ส่งสินค้าออกที่สำคัญ เช่น ข้าวสาลี เสื้อผ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ

5.   เป็นเมืองศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม โรงงานส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตชานเมือง ซึ่งที่ดินราคาถูกกว่าในเมือง มีโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญ คือ การทอผ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร ผลิตอาหาร ด้านการพิมพ์ ผลิตน้ำตาล เครื่องเพชรพลอย  และถลุงแร่ธาตุต่าง ๆ

6.  เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและการศึกษา มีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง และยังเป็นศูนย์กลางการวิจัยด้วย สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้ และยังมีองค์การระหว่างชาติตั้งอยู่มากมายอีกด้วย

7.   เป็นศูนย์กลางการเงิน การธนาคารที่สำคัญ คือบริเวณวอลสตรีท

8.   เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะที่ แมนฮัคตันมีความหนาแน่น
เฉลี่ยของประชากรถึง 200,000 คน ต่อตารางไมล์ ในเขตฮาร์เล็ม มีชาวนิโกรประมาณ 250,000 คน ที่ บรุกลิน เกาะลองไอร์แลนด์ มีชาวยิวอยู่ถึง 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีชาวไอริซ ชาวเปอร์โตริกัน ทำให้มีการสร้างตึกระฟ้า เช่น ตึกเอ็มไพร์สเตท
(Empire-State) สูงถึง 102 ชั้น นครนิวยอร์กมีท่าอากาศยานถึง 3 แห่ง คือ La Guardia Airport  ซึ่งใหญ่ที่สุด นอกจากนี้มี  Kennedy Airport และ  US Navy Airport    

 

 

 สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

( UNITED KINGDOM OF GREAT BRITAIN AND NORTHERN IRELAND)

 

ที่ตั้งและอาณาเขต

                                 ที่ตั้ง สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ หรือ  สหราชอาณาจักรฯ หรือ เป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ใน       ยุโรปตะวันตก ระหว่าง ละติดจูด 49  57 องศา เหนือ ถึง 6050 เหนือ และลองจิจูด 146 ตะวันออกถึง 8 11 ตะวันตก

อาณาเขต มี อาณาเขตติดต่อดังนี้

 ทิศตะวันออก      ติดต่อกับทะเลเหนือ  ( North Sea)

ทิศตะวันตก          ติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก

ทิศเหนือ                ติดต่อกับสาธารณรัฐไอซ์แลนด์และทะเลนอร์วีเจียน

ทิศใต้                      ติดต่อกับช่องแคบอังกฤษ ( English Channel) และช่องแคบโดเวอร์
(
Dover  Strait)

 

ขนาด

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือมีพื้นที่ประมาณ 94,220 ตารางไมล์  หรือ  244,030 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2เกาะ คือเกาะบริเตนใหญ่ ( Great  Britain ) และเกาะไอร์แลนด์ ( Ireland)แบ่งการปกครองออกเป็น 4 รัฐ คือ สก๊อตแลนด์ ( Scotland) อิงแลนด์ ( England ) เวลส์ ( Wales ) และไอร์แลนด์เหนือ ( Northern Ireland) นอกจากนี้สหราชอาณาจักรฯ ยังมีประเทศในความอารักขาหรือเครือจักรภพ ( Commonwealth) อีกประมาณ 27 ประเทศ

 

ประชากร

ปัจจุบัน ( พ.ศ. 2532 ) สหราชอาณาจักรฯ มีประชากร 57.3 ล้านความหนาแน่น ประชากรประมาณ 594.4คนต่อ1ตารางไมล์ หรือประมาณ 299.5 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร มีอัตราเพิ่มเท่ากับร้อยละ 0.1 ต่อปี มีอัตราเกิดเท่ากับ 13คนต่อประชากร1,000 คน มีอัตราเท่ากับ 12 คน ต่อประชากร1,000 คน ประชากรที่มีอายุต่ำกว่า15ปี

มีร้อยละ20  และมีประชากรที่อยู่ในวัยแรงงานร้อยละ 65 ส่วนที่เหลือเป็นประชากรที่มีอายุมากกว่า 64 ปี  ประชากรส่วนใหญ่มีเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี  คือ ประชากรมีรายได้โดยเฉลี่ย รายหัวประมาณ 8,950$ ต่อคน ต่อปี ร้อยละ 77 ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตเมือง ภาษาประจำชาติ คือภาษาอังกฤษ นอกจากนี้มีภาษาเวลส์ ( Welsh) และภาษาเกลิก(Gaelic) ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์  นิกายเชอร์ออฟอิงแลนด์ ( Church of England)     ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก     นิกายยิว (Jewish Minorities) และศาสนาอิสลาม

 

โครงสร้างและลักษณะภูมิประเทศ

โครงสร้างและลักษณะภูมิประเทศของสหราชอาณาจักรแบ่งออกเป็น 4เขต คือ

1. เขตสก๊อตแลนด์ ( Scotland)  ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปทางตอนเหนือ และทางตอนกลางเป็นภูเขาและที่ราบสูง ลักษณะของภูเขาเป็นภูเขาหินเก่าในระบบคาลิโดเนียน (Caledo nian System) และเฮอร์ซิเนียน ( Hercynian System) ส่วนใหญ่เป็นหินอัคนีสลับกับหินแปร ภูเขาที่สำคัญในเขตนี้ได้แก่ ภูเขาแกรมเปียน (Grampain  Mountain)อยู่ทางตอนกลางของสก็อตแลนด์  มียอดเขาสูงสุดของประเทศในเทือกเขานี้ชื่อ ยอดเบนเนวีส(Benevis) สูง 4,406 ฟุต ส่วนทางตอนเหนือมีภูเขาชื่อ “Northwest Highland” บนที่ราบสูงระหว่างเทือกเขาทั้งสองนี้ มีทะเลสาบขนาดเล็กมากมาย เช่นทะเลสาบ เนสส์ (Ness) ทะเลสาบโลชีและทะเลสาบลินเน ( Linhne) เป็นต้น ทางตอนใต้ของเทือกเขาแกรมเปียนเป็นที่ราบใหญ่ ซึ่งเกิด จากการทรุดตัวต่ำลงของเปลือกโลก  บริเวณนี้จึงเป็นที่ลุ่ม เป็นบริเวณที่มีถ่านหินมากมายและเป็นเขตที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของสก๊อตแลนด์ จึงเป็นเขตที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดเนื่องจากที่ราบนี้อยู่ระหว่างภูเขา จึงได้ชื่อว่าที่ราบต่ำตอนกลาง (Central Lowland)

ลักษณะชายฝั่งทะเลของ สก็อตแลนด์ทางด้านตะวันตกมีลักษณะเป็นเว้าแหว่งมาก ส่วนทางด้านตะวันออกมีลักษณะเป็นราบเรียบ ชายฝั่งตะวันตกจึงมีอู่ต่อเรือที่สำคัญที่สุดของเมืองกลาสโกว์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สก๊อตแลนด์มีแม่น้ำสายสั้นๆหลายสายไหลผ่าน   เช่น   แม่น้ำไคลด์ ( Clyde)  
แม่น้ำทวีด (
Tweed)   แม่น้ำไทน์ (T yno)   แม่น้ำทีส์ (Tees)   แม่น้ำดอน (Don) และแม่น้ำสเปย์ (Spey) เป็นต้น ซึ่ง สก๊อตแลนด์ได้ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมติดต่อกับเมืองซึ่งตั้งอยู่ตามบริเวณปากแม่น้ำ
 ภายในประเทศ

 

เมืองสำคัญของสก็อตแลนด์ได้แก่

1.  เอดินปะระ ( Edinburge) เป็นเมืองหลวงของสก๊อตแลนด์

2.  กลาสโกว์   ( Glasgow) เป็นเมืองท่าและเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมต่อเรือที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร

เขตอิงแลนด์หรือรัฐอิงแลนด์ (England)  มีอาณาเขตติดต่อกับสก๊อตแลนด์ทางเหนือและติดต่อกับเวลส์ทางตอนใต้ ตั้งแต่พรมแดนทางตอนใต้ของสก๊อตแลนด์จนถึงตอนกลางของอิงแลนด์ มีภูเขาใหญ่ในแนวเหนือใต้คือ ภูเขาเพนไนน์.(Pennine Chain) มีความสูงไม่มากนัก ประกอบด้วยหินปูนเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ทางตะวันตกและตะวันออกของภูเขานี้มีลักษณะเป็นที่ราบสูง ส่วนทางตอนใต้ของภูเขา เพนไนน์ เป็นราบต่ำอันกว้างใหญ่

 

ภูมิประเทศ

1.   ทางตอนเหนือของอิงแลนด์ ( Northern England) ลักษณะภูมิประเทศในบริเวณนี้มีภูเขาเพนไนน์ เป็นแกนกลางแบ่งดินแดนตอนเหนือออกเป็น2ส่วนคือ ดินแดนทางด้านตะวันออกและด้านตะวันตก ทางตะวันออกมีที่ราบมากกว่าทางตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นที่ราบแคบๆชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเรียกว่าเขตกัมเบอร์แลนด์ (Cumberland) เป็นเขตที่มีแร่เหล็กและถ่านหินมากเป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าและอุตสาหกรรมต่อเรือ เมืองสำคัญในเขตนี้ได้แก่ เมืองนิวคาสเซิล(Newcastle) ทางตะวันออกของภูเขาเพนไนน์มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสายเรียกเขตนี้ว่า“ Northumberland” ซึ่งเป็นเขตเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่สำคัญ ทางตอนใต้ของเขตทัมเบอร์แลนด์เหนือเรียกว่า เขตยอร์กเชียร์ ( Yorkshire) เป็นเขตอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าที่สำคัญมีเมือง เชฟฟิลด์ (Sheffield) เป็นศูนย์กลาง เมืองลีส์ ( Leeds) เป็นศูนย์กลางการทอผ้าขนสัตว์และเมืองน๊อตติงแฮม (Nottingham) เป็นศูนย์กลางผลิตผ้าลูกไม้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอังกฤษ ถัดจากเขตยอร์กเชียร์ข้ามภูเขาเพนไนน์ไปทางตะวันตกคือ แคว้นแลงคาสเชอร์เป็นเขตที่มีอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการทอผ้าฝ้าย ซึ่งมีเมืองแมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางนอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เขตเหนือของอิงแลนด์นี้นอกจากเป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญแล้วยังเป็นแหล่งการประมงที่สำคัญและเป็นเขตเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ของประเทศ

2.   เขตตอนกลางของอังกฤษ (Midland) อยู่ทางตอนกลางของอังกฤษทางตอนใต้ของภูเขาเพนไนน์ลงมา เขตนี้เป็นเขตที่ดินอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นการเกษตรกรรมที่มีความสำคัญที่สุดนอกจากนี้ยังอุดมด้วยแร่เหล็กและถ่านหินมาก จึงเป็นเขตอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอีกบริเวณหนึ่ง อุตสาหกรรมที่สำคัญในเขตนี้ได้แก่ การถลุงโลหะชนิดต่างๆ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า การผลิตรถยนต์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham)

3.  เขตที่ราบทางตะวันออกหรือที่ราบแองเกลีย  (East Anglia Plain) เขตนี้อยู่ทางตะวันออกของตอนกลาง (Midland) เป็นเขตที่ราบอุดมสมบูรณ์มีอากาศอบอุ่นเขตนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอังกฤษ พืชสำคัญที่ปลูกมากคือ ข้าวสาลีและผักกาดหวาน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์และเครื่องจักรกลต่างๆ

4.   ทางตอนใต้ของอังกฤษ ( Southern England)ได้แก่บริเวณที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำเทมส์  (Thames) พื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะสูงๆต่ำๆเป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์บริเวณที่สูงจะมีทุ่งหญ้าปกคลุมเหมาะในการเลี้ยงสัตว์ ส่วนในเขตที่ต่ำใช้ในการเพาะปลูก  เขตนี้มีพื้นที่ติดต่อกับทะเลถึง 3 ด้าน ชายฝั่งทะเลมีลักษณะเว้าแหว่ง มีเมืองท่าตั้งอยู่หลายเมืองจึงเป็นเขตที่พลเมืองอาศัยอยู่หนาแน่น โดยเฉพาะกรุงลอนดอน (London) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองท่าสำคัญที่สุดของอังกฤษตั้งอยู่ในเขตนี้

5.  แคว้นเวลส์ (Wales) ได้แก่บริเวณที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษมีลักษณะเป็นคาบสมุทร พื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาและที่ราบสูงเช่นเดียวกับสก๊อตแลนด์และมีอายุอยู่ในยุคเดียวกัน ภูเขาที่สูงที่สุดในเขตนี้คือ ยอดสโนเดอน( Snowdon) สูงประมาณ 3,560 ฟุต สูงเป็นอันดับสองของประเทศ เขตนี้ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์จึงไม่มีการเพาะปลูก มีแต่การเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์อุดมไปด้วยถ่านหิน เขตนี้จึงมีการประกอบอาชีพอุตสาหกรรมบ้างทางตอนใต้ อุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าและเครื่องเคมีภัณฑ์ เมืองคาร์ดีฟ ( Cardiff) เป็นเมืองหลวงและเมืองท่า

6.  ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) มีพื้นที่ประมาณ 1ใน 6 ของพื้นที่ทั้งหมดของเกาะไอร์แลนด์ ลักษณะโดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงและภูเขาคล้ายกับ สก๊อตแลนด์ ในแคว้นดาวน์มีโครงสร้างคล้ายกับที่สูงทางภาคใต้ของสก๊อตแลนด์ พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินบะซอลท์มีทะเลสาบหลายแห่งในไอร์แลนด์เหนือที่สำคัญได้แก่ ทะเลสาบเนห์ ( Lough Neagh)  ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอังกฤษ ในเขตที่ราบต่ำมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมาก  โดยเฉพาะบริเวณที่ราบต่ำทางตะวันออก  เพราะเป็นเขตที่ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะในการเพาะปลูก พืชที่ปลูกมากในเขตนี้ได้แก่ข้าวสาลี (ปลูกมากในแคว้นดาวน์) ข้าวโอ๊ตและฝรั่งปลูกมากในเขตที่มีอากาศชื้น เขตที่ราบหุบเขามีการปลูกแฟลกซ์สำหรับทอผ้าลินิน ในเขตเบลฟัสต์ ( Belfast) และ ลอนดอนเดอร์รี่    มีการทำฟาร์มโคนมและอุตสาหกรรมนมเนย ในเขตที่สูงทุรกันดารมีการเลี้ยงสัตว์แกะ และเป็นฟาร์มขนาดเล็ก ไอร์แลนด์เหนือมีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย  เช่นแม่น้ำบานน์ ( Bann) แม่น้ำลาแกน ( lagan) แม่น้ำดำ      ( Black Water) แม่น้ำเมิร์น ( Mourne) และแม่น้ำฟอยส์ ซึ่งไหลผ่านลอนดอนเดอร์รี่ไปลงสู่ทะเลที่อ่าวฟอยล์ ( Lough Foyle) ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ไอร์แลนด์เหนือแบ่งการปกครองออกเป็น 6มณฑล ได้แก่  อาร์มา( Arrmagh) อยู่ทางตอนใต้ของไอร์แลนด์เหนือ มณฑลแอนทริม ( Antrim) อยู่ทางทิศตะวันออกของไอร์แลนด์เหนือ มณฑลดาวน์ ( Down) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มณฑลลอนดอนเดอร์รี่ (Londonderry) หรือเรียกสั้นๆว่าเดอร์รี่ (Derry) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มณฑลไหโรน (Tyrono) อยู่ภาคกลางทางทิศตะวันตก และมณฑลเฟอร์มานา (Fermanagh) อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไอร์แลนด์เหนือ มีเมืองเบลฟัสต์ (Belfast) เป็นเมืองหลวง

 

ลักษณะภูมิอากาศ

สหราชอาณาจักรมีลักษณะภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นชายฝั่งทะเลตะวันตก คืออากาศทั่วไปอบอุ่นในฤดูร้อนไม่ร้อนจัดและในฤดูหนาวไม่หนาวจัด ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 62.ฟาเรนไฮท์ ในเขตอังกฤษ ( England) ในสก๊อตแลนด์ประมาณ 58 ฟาเรนไฮท์ และในฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมเท่ากับ .40  ฟาเรนไฮท์ ในบริเวณตอนกลางของเกาะ ส่วนทางตะวันตกของเกาะจะอบอุ่นกว่าทางตะวันออก คือ  ทางตะวันออกมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยเท่ากับ38 ฟาเรนไฮท์ ส่วนทางด้านตะวันตกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 42 ฟาเรนไฮท์เนื่องจากอิทธิพลของลมตะวันตกและกระแสน้ำอุ่นส กันสตรีม ปริมาณน้ำฝนทางทางชายฝั่งตะวันตกฝนตกมากกว่าฝั่งตะวันออกคือชายฝั่งตะวันตกมีฝนตกประมาณ 205 นิ้ว ต่อปี ส่วนชายฝั่งตะวันออกตกประมาณ24นิ้วต่อปี

               

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

1.  การเกษตรกรรม  สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการอุตสาหกรรมและการค้า เพราะมีลักษณะที่ตั้งเหมาะสม ถึงแม้ว่าสหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมมากในฐานะผู้ปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ตาม ประชากรอีกเป็นจำนวนมากยังคงมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเช่นเดียวกับทวีปอื่นๆเขตเกษตรกรรมอาจแบ่งออกได้ดังนี้

1.1. เขตการใช้ที่ดินแบบเข้ม ( Intensive Landuse) ได้แก่เขตที่มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อยจึงจำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตในเนื้อที่จำกัดให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เป็นเขตการเพาะปลูกแบบเข้ม โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย

1.2. เขตปลูกข้าว (Grain Crop) แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญได้แก่ บริเวณแองเกลียตะวันออก ( East Anglia) พืชที่ปลูกกันมากคือ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ และหัวผักกาดหวาน (Beet Root) ซึ่งใช้ผลิตน้ำตาล        

1.3 เขตทำฟาร์มผสม ( Mixed Farming) เป็นเขตที่มีการเพาะปลูกควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์พืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ได้แก่ข้าวโพด ถั่วต่างๆสัตว์ที่เลี้ยงได้แก่ เป็ด ไก่ วัว แพะ และสุกร ผลิตผลจากฟาร์มได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมและเนย ซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญ 

1.4  เขตทำฟาร์มโคนมและโคเนื้อ           ฟาร์มโคนม ( Dairy Farming) เลี้ยงมากทางตะวันตก พันธุ์ที่มีการเลี้ยงมากคือ พันธุ์ฟรีเซียน (Friesian) และพันธุ์เจอร์ซี (jersey) เพื่อผลิตนมเนยได้แก่นมสด เนยแข็ง และเนยเหลว               

ฟาร์มโคเนื้อ ( Cattle Farming) เลี้ยงมากเขตสก๊อตแลนด์และเขตที่ราบตอนกลาง โคเนื้อที่เลี้ยงมากได้แก่พันธุ์เขาสั้น (Shorthorn) เฮียฟอร์ต (Here-ford) อะเบอร์ดีน (Aberdeen) และพันธุ์แองกุส (Angus) นอกจากเลี้ยงเพื่อบริโภคแล้วยังเลี้ยงเพื่อส่งไปขายต่างประเทศเป็นพ่อพันธุ์ด้วย

1.5.  การทำสวนครัว( Market- Gardening) การทำสวนครัวจะมีอยู่รอบๆเขตเมืองและย่านอุตสาหกรรม ในเขตที่มีดินดีและอากาศเหมาะสม มีการปลูกผักและผลไม้มากบริเวณที่มีการทำสวนครัวมากได้แก่ แคว้นเค้นท์ (Kent) คอร์นวอลล์ (Cornwall) เฟนส์ (Fens) เวลส์ออฟยอร์ก (Wales of York) หุบเขาไคลด์ (Lancashire Plain) และเดวอน( Davon)      

1.6.  การเลี้ยงแกะ ( Sheep Farming) การทำฟาร์มเลี้ยงแกะของสหราชอาณาจักรมีในเขตที่แห้งแล้ง ถัดจากภาคตะวันตกเข้าไปตอนในบริเวณเขตที่ราบสูงทางตอนใต้แถบภูเขาเพนไนน์ ที่ราบสูงเวลส์ เลคดิสตริก ( Lake District) และทางภาคตะวันตกเฉียงใต้แกะที่เลี้ยงมีทั้งพันธุ์เนื้อและพันธุ์ขน ได้แก่พันธุ์ลีเชสเตอร์ ( Leicesters) ลินคอล์น (Lincelns) สก๊อตติช (Scottish) และพันธุ์หน้าดำ (Black Face) สหราชอาณาจักรเลี้ยงแกะทั้งหมดประมาณ30ล้านตัว แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศ ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศปีละมากๆ               

1.7  การปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ได้แก่ พืชพิเศษ เพื่อต้องการให้ได้ผลผลิตสูง เช่น     มันฝรั่งมีปลูกทั่วไป โดยเฉพาะในไอร์แลนด์และมณฑลเฟนส์ ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์และทำเหล้า      ฮอป (Hop) ปลูกมากทางภาคใต้ ในแคว้นเคนต์ (Kent) และซัสเซกส์ (Sussex) เฮียฟอร์ดเชอร์และ วอร์เชสเตอร์เชอร์ (Woreester) ใช้สำหรับทำเบียร์ นอกจากนี้มีการปลูกผลไม้เพื่อส่งเป็นสินค้าออก ได้แก่ แอปเปิล แอปริคอต สตรอเบอร์รี่ พีช แพร์ พลัม ราสเบอร์รี่ และกูสเบอร์รี่ ซึ่งปลูกมากแถบเคนต์ แฮมเชอร์ แองเกลียตะวันออก หุบเขาทามาร์ หุบเขาไคลด์ คอร์นวอลล์และรอบๆนครลอนดอน            

2.  การอุตสาหกรรม แหล่งอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรมักจะตั้งอยู่ในแหล่งถ่านหิน เนื่องจากหินเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในการถลุงเหล็ก1 ตันต้องใช้ถ่านหินถึง2 ตัน ดังนั้นโรงงานอุตสาหกรรมจึงมักจะอยู่ในแหล่งถ่านหินหรือใกล้แหล่งถ่านหินเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อุตสาหกรรมที่สำคัญของสหราชอาณาจักรมีดังนี้         

2.1 อุตสาหกรรมต่อเรือ เมืองที่มีอุตสาหกรรมต่อเรือนั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและสะดวกในการปล่อยเรือลงน้ำ  เมืองศูนย์กลางการต่อเรือคือ กลาสโกว์ (Glasgow) ในสก๊อตแลนด์นิวคาสเซิล ( Newcastle) อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ และเมืองเบลฟัสต์ (Belfast) ในไอร์แลนด์เหนือ

2.2 อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและยานพาหนะ เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีแหล่งแร่เหล็กและถ่านหินกระจายอยู่ทั่วไป การอุตสาหกรรมประเภทนี้จึงกระจายอยู่ทั่วไป เมืองที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางการผลิต ได้แก่ เมืองเบอร์มิงแฮม ( Birmingham) ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็ก     ที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร เมืองโคเวนทรี (Coventry) เป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ เมืองเชฟฟิลด์ (Sheffield) เป็นศูนย์กลางการผลิตอาวุธต่างๆ  

2.3 อุตสาหกรรมทอผ้า สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทอผ้า และปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นผู้นำในการทอผ้าเช่นเดิม สหราชอาณาจักรมีโรงงานทอผ้าฝ้ายที่มณฑลแลงคัชเชอร์ ( Lancashire)  มีเมืองแมนเชสเตอร์ ( Manchester)   เป็นศูนย์กลางเมืองลีดส์ (Leeds) และฮาลิแฟกซ์ (Halifex) ในมณฑลยอร์กเชียร์ ( Yorkshire) เป็นศูนย์กลางการทอผ้าขนสัตว์ เมืองดันดี (Dundee) ในสก๊อตแลนด์เป็นศูนย์กลางในการทอกระสอบ เบลฟัสต์ ( Belfast) เป็นศูนย์กลางในการทอผ้าลินินฯลฯ

3.   การทำเหมืองแร่ในสหราชอาณาจักรมีแร่ธาตุหลายชนิดที่สำคัญได้แก่ ถ่านหิน เหล็ก ทองแดง ดีบุก ดินเกาลินใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผา     

แหล่งถ่านหินที่สำคัญ      

1.  แหล่งถ่านหินในสก๊อตแลนด์  (  The Scottish Coalfield)      มีมากในเขตภูเขามิแลนด์ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการถลุงเหล็กที่เมืองกลาสโกว์และที่เบลฟัสต์    

2.  แหล่งถ่านหินในบริเวณภูเขาเพนไนน์ ( The Pennine Coalfield) ถ่านหินประมาณครึ่งหนึ่งของที่ผลิตได้ของสหราชอาณาจักรมาจากบริเวณภูเขาเพนไนน์ แหล่งถ่านหินในเขตนี้มีมากที่น๊อตทัมเบอร์แลนด์ ( Northumberland) และดิวฮัม (Durham) ผลิตได้ปีละ 38 ล้านตัน ใช้ในการอุตสาหกรรมต่างๆและส่งไปขายในเขตทะเลบอลติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยผ่านท่าเรือนิวคาสเซิล (Newcastle)            

แหล่งถ่านหินแลงคัชเชอร์ ( Lancashire Coalfield) อยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขาเพนไนน์ ผลิตได้ปีละ13 ล้านตัน ใช้ประโยชน์ทางด้านวิศวกรรม การผลิตกระแสไฟฟ้า อุตสาหกรรมเคมีและอื่นๆเมืองลิเวอร์พูล(Liverpool) และเมืองอื่นๆที่อยู่ทางตะวันตกของภูเขาเพนไนน์ได้ใช้ถ่านหินจากแหล่งนี้               

แหล่งยอร์กเชอร์เดอร์บีเชอร์และน๊อตติงแฮม ( Yorkshiro, Derbyshiro. &Nottingham Coalfields) ผลิตได้ปีละ55ล้านตัน เป็นแหล่งที่มีความสำคัญที่สุดเพราะมีคุณภาพดี ใช้ในการผลิตถ่านโค๊ก ถลุงเหล็กและเหล็กกล้า ที่ยอร์กเชอร์ทางด้านตะวันออกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้าขนสัตว์ ศูนย์กลางการผลิตได้แก่ แบรดฟอร์ด ลีดส์ ฮาลิแฟกซ์ และเมืองดิสเบอรี่

แหล่งถ่านหินบริเวณตอนกลาง (The Midland Coalfield) ประกอบด้วยเขตถ่านหินเล็กๆคือ แหล่งถ่านหินทางตอนเหนือของสตาฟฟอร์ดเชอร์  ( North Staffordshire Calfield) ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา อุตสาหกรรมเบาและหนักที่เมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham) และเขตถ่านหินทางใต้ของสตาฟฟอร์ดเชอร์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็กและเหล็กกล้า เครื่องยนต์ ไฟฟ้า เครื่องโลหะและวิศวกรรมเครื่องยนต์ในเมืองเบอร์มิงแฮม ดัดเลย์ วอนซอลล์ โวลเวอร์แฮมป์ตันและบรอมสวิชตะวันตก                           

3.  แหล่งถ่านหินในแคว้นเวลส์ ( The Wales Coalfield) มี 2 แห่งได้แก่ บริเวณทางตอนเหนือเป็นเขตถ่านหินขนาดเล็กและบริเวณทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์เป็นเขตที่มีถ่านหินมากกว่าตอนเหนือและมีคุณภาพดี คือเป็นถ่านหินประเภทแอนทราไซท์    ทางด้านตะวันตก  และ มีบีตูมินัสที่กลามอร์แกน (Glamorgan) ใช้ส่งเป็นสินค้าออก         

4. แหล่งอื่นๆของสหราชอาณาจักร นอกจากสี่เขตที่กล่าวมาแล้วยังมีถ่านหินเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ในแคว้นคัมเบอร์แลนด์ ( Cumberland) บริเวณบริสโตน (Bristol) และป่าดีน (Dean) ถ่านหินเหล่านี้นำไปใช้ในเขตลอนดอน โดเวอร์ และ แคนเตอร์เบอรี่

4.  การประมง สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่จับปลาได้มากประมาณปีละ 900,000ตัน มีเรือประมงประมาณ 20,000ลำ แหล่งประมงที่สำคัญคือทะเลเหนือ โดยเฉพาะบริเวณดอกเกอร์แบงค์ ( Dogger Bank) ปลาที่จับได้มากคือปลาเฮอร์ริงและปลาแฮดดอกค์จับได้มากทางตะวันออกของสก๊อตแลนด์และตะวันออกของบริเตน

การประมงของสหราชอาณาจักรแบ่งออกได้เป็น5ประเภทคือ

1.  การประมงผิวน้ำ เป็นการจับปลาในเขตชายฝั่ง ใช้แหและอวนเป็นเครื่องมือในการจับปลา ปลาที่จับได้มากคือ ปลาเฮอร์ริง ( Herring) ในเขตทะเลเหนือ นอกจากนี้มีปลาแมคเคอเรลและปลาฟิลชาร์ด

2.  การประมงชายฝั่ง (  Inshere Fishing) เป็นการประมงเพื่อการค้ามีการจับสัตว์น้ำประเภทที่มีเปลือกหุ้ม ได้แก่ ปู กุ้ง และหอยฯลฯ

3.  การประมงน้ำลึก ( Demersal or Deep-water Fishing) มีการใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ ได้แก่ อวนลาก โดยใช้เรือช่วยปลาที่จับได้คือ ปลาคอต แฮดดอกเพลชและปลาฟลันเดอร์

4.  การล่าปลาวาฬ ( Whaling) สหราชอาณาจักรเคยนำกองเรือออกไปล่าปลาวาฬในมหาสมุทรแอตเเลนติกและมหาสมุทรอาร์กติกครั้งละหลาย ๆ เดือน  ปัจจุบันได้เปิดสถานีเพื่อการล่าปลาวาฬทางภาคใต้ของจอร์เจีย และได้ขายสถานีให้แก่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการล่าปลาวาฬของโลกแล้ว

5.  การประมงน้ำจืด (  Fresh-water fishing) ได้แก่การจับปลาในแม่น้ำสายต่างๆและในทะเลสาบน้ำจืด ปลาที่จับได้คือปลา แซลมอน (Salmon) ปลาเทราท์ (Trout) ปลาเฟิร์ช (perch) ปลา (Pike) และปลาไหล (Eel) ฯลฯ

5.1 การค้าขาย  สหราชอาณาจักรติดต่อค้าขายกับประเทศต่างๆทั่วโลก เนื่องจากมีการคมนาคมสะดวก  สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เจริญทางด้านการค้ามาตั้งแต่คริสตวรรษที่19 มาแล้ว สหราชอาณาจักรมีเรือพาณิชย์มากกว่า 20,000 ลำ มีระวางขับน้ำประมาณ 20 ล้านตัน  สำหรับขนสินค้าสำเร็จรูปจากโรงงานอุตสาหกรรมและถ่านหินออกไปขายเกือบทั่วโลก ประเทศคู่ค้าที่สำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย ฝรั่งเศส ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์ ประเทศในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกไกล สหราชอาณาจักรได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มตลาดร่วมยุโรป ( E.E.C) เมื่อ ค.ศ. 1971

สินค้าออกที่สำคัญได้แก่ เครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ สินค้าเครื่องใช้สำเร็จรูป ผลิตผลของแร่ธาตุต่างๆเช่นเหล็ก ถ่านหิน ทองแดง นอกจากนี้ยังมีรายได้จากธุรกิจประกันภัยและการบริการอีกมาก ฯลฯ   

สินค้าเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องบริโภค วัตถุดิบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเช่นฝ้าย ไหม ป่านลินิน ขนสัตว์ และน้ำมันปิโตรเลียม

               

การคมนาคม

สหราชอาณาจักรมีการคมนาคมเจริญทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ สะดวกทั้งรถยนต์

ทางบก สหราชอาณาจักรมีทางถนนชั้นดีตัดเชื่อมโยงติดต่อกันทั่วประเทศ สะดวกทั้งรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกสินค้า ส่วนทางรถไฟมีเชื่อมติดต่อกันทั่วประเทศ

ทางน้ำ สหราชอาณาจักรใช้การคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะ สหราชอาณาจักรมีเมืองท่าหลายแห่ง สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลก  และมีเรือเดินสมุทรเป็นจำนวนมาก เมืองท่าที่สำคัญได้แก่ ลอนดอน ลิเวอร์พูล ฮัลแมนเชสเตอร์ กลาสโกว์ ฯลฯ

ทางอากาศ  สหราชอาณาจักรมีสายการบินที่สำคัญ คือ B.O.A.C. ( British Oversea Airline Company or British Airline) ติดต่อกับต่างประเทศทั่วโลก            การสื่อสารของสหราชอาณาจักรเจริญมาก โดยเฉพาะโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรพิมพ์และหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

               

เมืองสำคัญ

1.  ลอนดอน (London) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการปกครองเป็นเมืองท่าที่สำคัญเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่นการกลั่นน้ำมัน  อุตสาหกรรมเครื่องเหล็ก  เครื่องจักร เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ

2.  ออกซ์ฟอร์ด (Oxford) เป็นศูนย์กลางการศึกษาเป็นเมืองหลวงของมณฑลอ๊อกซฟอร์ดเชอร์ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องจักรการพิมพ์และอุตสาหกรรมการเกษตร

3.  นอตติงแฮม (Nottingham) เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องจักรกลการผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การสร้างรถจักรยานอุตสาหกรรม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องมือที่ใช้ในการโทรคมนาคมโดยทั่วไป

4.  เดอร์บี้ (Derby) เป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟ การผลิตรถยนต์ การทอผ้า และอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา (ตรามงกุฎ)

5.  เชฟฟิลด์ ( Sheffield) เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องเหล็กและเครื่องจักรเพื่อส่งออกขายต่างประเทศ

6.  ลีดส์ ( Leads) เป็นศูนย์กลางการผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอตลอดจนอุตสาหกรรมหนัก เช่นเครื่องเหล็กและเครื่องจักรกลเป็นต้น

7.   ฮัลส์  (Huls) เป็นเมืองท่าสำคัญตั้งอยู่ชายฝั่งด้านเหนือของอ่าวฮัมเบอร์และเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมที่สำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีท่าเรือใหญ่สำหรับส่งสินค้าต่างๆ เช่นเครื่องเหล็ก เครื่องจักร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มที่ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศหลายแห่ง

8.  นิวคาสเซิล ( Newcastle) เป็นเมืองท่าและเป็นศูนย์กลางการต่อเรือทางภาคเหนือ

9.  ลิเวอร์พูล  ( Liverpool) เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรและเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปกรรมในด้านการศึกษาของประเทศ

10.  แมนเชสเตอร์ (Manchester) เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมทอผ้าของสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองแรกที่ใช้เครื่องจักรในการทอผ้า

11.   เบอร์มิงแฮม (Birmingham) เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับที่สองประเทศมีประชากรมากกว่า 1ล้านคน เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก เช่น การทำรถยนต์ เครื่องโลหะ เครื่องเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ และสินค้าประเภทอื่นๆ

12.  โคเว็นตรี ( Coventry) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การทำนาฬิกา รถจักรยาน รถยนต์ และเครื่องบิน

13.  สแตรทฟอร์ด ( Stratford) เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว มีโรงงานผลิตเบียร์และผลไม้กระป๋อง เมืองนี้เป็นสถานที่เกิดของวิลเลี่ยมเช็คสเปียร์ นักประพันธ์เอกของโลก เป็นเมืองท่าตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเอว็อน

14.  คาร์ดีฟฟ์ ( Cardiff)  เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวลส์ เป็นเมืองท่าที่สำคัญเป็นศูนย์กลางการส่งสินค้าออกและเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยเวลส์

15.  ฟิชการ์ด ( Fishguard)  เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ทางฝังตะวันตก และเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของแคว้นเวลส์

16.   เพมโบรค ( Pembroke) เป็นเมืองศูนย์กลางการอุตสาหกรรมที่สำคัญและเป็นที่ตั้งฐานทัพของราชนาวีอังกฤษ

17.  เอดินบะระ ( Edinburgh) เป็นเมืองหลวงของสก๊อตแลนด์ตั้งอยู่บนฝังแม่น้ำไคลด์และแม่น้ำฟรอท จึงเป็นเมืองท่าที่สำคัญของสก๊อตแลนด์

18.  กลาสโกว์ ( Glasgow) เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดของสก๊อตแลนด์ และเป็นนครที่ใหญ่เป็นอันดับที่3ของสหราชอาณาจักร รองจากลอนดอนและเบอร์มิงแฮม เป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเรือและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ

                               ดันดี ( Dundee) เป็นนครที่ใหญ่เป็นอันดับที่3ของสก๊อตแลนด์ เป็นศูนย์กลาวงการหัตถกรรมที่สำคัญของสก๊อตแลนด์ เป็นศูนย์กลางการต่อเรือและเป็นศูนย์กลางในด้านการศึกษาคือเป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดันดี และเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว

 

ประเทศแคนาดา

ขนาดและที่ตั้ง

แคนาดามีเนื้อที่ประมาณ 3,850,000 ตารางไมล์ เป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ และใหญ่ที่สุดในประเทศเครือรัฐอังกฤษ  ส่วนใต้สุดของแคนาดา คือ บริเวณเกาะพีลี ( Pelee) ในทะเลสาบอีรีที่ละติดจูด 40 องศา 41 ลิปดาเหนือ และทางเหนือสุดคือ เกาะเอลส์เมียร์ (Ellesmere) อยู่ที่ละติดจูด 83องศาเหนือ

 

ลักษณะภูมิประเทศ

1. เขตเทือกเขาภาคตะวันตก ( Western Cordillera) เป็นเทือกเขาสูงคล้ายกับสหรัฐอเมริกาขนานไปกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างเทือกเขาชายฝั่งกับเทือกเขาร็อกกี้มี ที่ราบสูงบริติชโคลัมเบีย ( British Columbia) ซึ่งเป็นที่ราบสูงที่มีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย เช่นแม่น้ำเฟรเซอร์

 ( Fraser ) แม่น้ำทอมป์สัน ( Thompson) ทำให้เกิดเป็นเหวลึกสูงชันมากมาย ที่ราบสูงนี้จะสูงมากทางด้านตะวันออกแล้วค่อยๆลาดต่ำลงทางชายฝั่งด้านตะวันตก

                                2. เขตเทือกเขาแอปปาเลเชียน  หรือ  เขตที่สูงทางภาคตะวันออก   ( Appalachian Mountains Highlands) โครงสร้างของเขตนี้มีอายุมากกว่าเขตแรกมาก     เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอปปาเลเชียนในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมพื้นที่ตะวันออกของแคนาดา และบริเวณรัฐเล็กๆชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค    เทือกเขานี้ตั้งอยู่ในแนวตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 4,000 ฟุต

                                3. เขตหมู่เกาะอาร์กติก ( The Arctic Archipelago) มีเนื้อที่ประมาณ 5 ล้านตารางไมล์ เป็นหมู่เกาะที่อยู่บริเวณไหล่ทวีปของมหาสมุทรอาร์กติก  เกาะที่สำคัญ  คือ   เกาะบัฟฟิน (Baffin) เอลส์เมียร์ ( Ellesmere) และดีวอน (Devon) ทั้งหมดมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขา มียอดเขาสูงประมาณ 1,000 ฟุต มีธารน้ำแข็งปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ตามบริเวณชายฝั่งของเกาะเหล่านี้ มีลักษณะเป็นฟยอร์ด

                                4.  เขตหินเก่าแคนาดาหรือเขตหินเก่าลอเรนเชียน ( The Canadian of Laurentian shield) มีลักษณะภูมิประเทศเกือบจะเป็นที่ราบ มีเนื้อที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศพื้นผิวเป็นหินแข็ง สมัยพรี - แคมเบเรียน ( Pre-Cambraian) ยกเว้นบริเวณชายฝั่งทางใต้ของอ่าวฮัตสัน

                                5.  เขตทะเลสาบทั้งห้า และที่ราบลุ่มแม่น้ำเซนต์ลอเรนซ์ (The Greal Lakes and St. Lawrence  Lowlands) เป็นที่ราบต่ำซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอปปาเลเชียน เขตหินเก่าแคนาดา มีการ

ทับถมของดินตะกอนจึงเป็นเขตที่ราบอุดมสมบูรณ์

                                6.  เขตที่ราบต่ำภาคกลาง ( Central Lawlands) เป็นที่ราบใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาสูงทางด้านตะวันตก และ คาเนเดียนซิลด์ ประกอบด้วยบางส่วนของที่ราบลุ่มแม่น้ำเดนซี (Machenzie) กับที่ราบในเขตทุ่งหญ้าแพรีของแคนาดา หินที่รองรับอยู่ชั้นล่างเป็นหินชั้น ซึ่งพบว่าบางแห่งมีน้ำมันสะสมอยู่ด้วย

 

ลักษณะอากาศ

อุณหภูมิบริเวณทั้งหมดของแคนาดาในเดือนมกราคมจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

ยกเว้นบริเวณเมืองแวนคูเวอร์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจะมีอุณหภูมิประมาณ 36 องศาฟาเรนไฮต์  (2.2 องศาเซลเซียส) ส่วนทางตะวันออกของประเทศจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24 องศาฟาเรนไฮต์ (-4 องศาเซลเซียส) ทางตอนกลางของประเทศและทางตะวันตกเฉียงเหนือของอ่าวฮัดสัน จะมีอุณหภูมิประมาณ -25 องศาฟาเรนไฮต์  (-31 องศาเซลเซียส) ทางเหนือสุดของหมู่เกาะจะมีอุณหภูมิ-40 องศาฟาเรนไฮต์ (-42 องศาเซลเซียส) เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุด เกือบครึ่งหนึ่งของแคนาดามีอุณหภูมิเฉลี่ย 60องศาฟาเรนไฮต์ (16 องศาเซลเซียส) ในเขตหมู่เกาะทางเหนือจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ถึง 35 องศาฟาเรนไฮต์ (2 องศาเซลเซียส) ส่วนทางใต้และทางตะวันตกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ย 70  องศาฟาเรนไฮต์ (21 องศาเซลเซียส)   พื้นที่ส่วนใหญ่ของแคนาดาได้รับอิทธิพลจากภาคพื้นทวีปมาก ดังนั้นจึงมีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาว สูง เช่น มณฑลยูคอน ( Yukon) และมณฑลนอร์ทเวสธ์ เธอริทอรี (North-West Territories) มีความแตกต่างของอุณหภูมิ 80 องศาฟาเรนไฮต์ (21 องศาเซลเซียส) ส่วนที่เมืองวินนิเปก อุณหภูมิมีความแตกต่าง 70 องศาฟาเรนไฮต์ (21 องศาเซลเซียส) แม้แต่มณฑลโนวาสโกเทียและนิวฟินด์แลนด์ ซึ่งอยู่ใกล้ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกก็มีความแตกต่างถึง 35 องศาฟาเรนไฮต์ (2  องศาเซลเซียส)

 

 

 

 

 

 ออสเตรเลีย ( Australia)

 

ออสเตรเลียเป็นทวีปที่ล้อรอบไปด้วยพื้นน้ำ  ชาวออสเตรเลีย ได้แก่ ทะเลทัสมัน ทะเลคอรัส  ทะเลอาราฟูรา ทะเลติมอร์ และมหาสมุทรอินเดีย

ออสเตรเลียมีความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์ และการเมือง พื้นที่ทางภาคตะวันตกประมาณ 2ใน 3 เป็นทะเลทราย และทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตชุ่มชื่นชายฝั่งตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งๆที่พื้นที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ออสเตรเลียมีประชากรเพียงร้อยละ 7 ของประชากรสหรัฐเท่านั้น ออสเตรเลียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรัฐบาลประชาธิปไตย

ออสเตรเลียอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางด้านแร่ธาตุ และด้านชีวภาพเนื่องจากเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่ และถูกตัดขาดออกจากทวีปอื่นมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งทำให้พืชและสัตว์ป่าแตกต่างจากบริเวณอื่นของโลก โดยมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีถุงหน้าท้อง เรียกว่า พวกมาร์ซูเปียลส์ ( Marsupials) พวกหนึ่งกับพวกที่วางไข่และเลี้ยงลูกด้วยนม ที่เรียกว่า โมโนทรีมส์ (Monotremes or Egg Laying Mammals) 

อีกพวกหนึ่ง ลักษณะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของออสเตรเลียมีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่เขตภูมิอากาศแถบร้อนชื้นถึงเขตทะเลทราย ทุ่งหญ้าบนพื้นที่ระดับสูง ( Alpine  Meadows) และทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น และเขตร้อน รวมไปถึงแนวปะการังที่พบตามชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีชื่อว่า  “The Great Barrier Reef”

เศรษฐกิจของออสเตรเลีย เลี้ยงตัวเองได้ และประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมมีการพัฒนาสูงมาก ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้นำในการผลิตขนสัตว์และส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก ในขณะเดียวกันการอุตสาหกรรมของออสเตรเลีย ก็กำลังก้าวไกลรวมไปถึงการผลิต และการทำเหมืองถ่านหิน  เหล็ก หินมีค่า และเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์( Fossil  Fuel)

 

 

นิวซีแลนด์ (New Zealand)

                                   เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ห่างจากออสเตรเลียไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 2,680 กิโลเมตร พื้นที่ประกอบไปด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ คือเกาะเหนือ และเกาะใต้ และเกาะเล็ก ๆ อีกหลายเกาะ เกาะเหนือมีขนาดเล็กกว่าเกาะใต้ แต่มีประชากรมากกว่าถึงแม้ว่าเป็นประเทศเล็ก แต่นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูงจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

ลักษณะภูมิประเทศ

เกาะเหนือ

มีเทือกเขาอยู่ตอนกลางเกาะ  เทือกเขานี้มีความสูงไม่มากนัก มีภูเขาไฟและน้ำพุร้อนนอกจากนี้ยังมีที่ราบที่เกิดจากการทับถมของดินภูเขาไฟ ซึ่งมีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะสมในการเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ ความร้อนจากภูเขาไฟและน้ำพุร้อนยังสามารถไปผลิตไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆได้

เกาะใต้

มีเทือกเขาสูงวางตัวเป็นแนวยาวจากเหนือมาใต้ตลอดทั้งเกาะ และชิดอยู่กับชายฝั่งภาคตะวันตก ตามเทือกเขา  และ  ชายฝั่ง  มีลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกระทำของน้ำแข็งมากมาย  เช่น

ทะเลสาบ น้ำตก และชายฝั่งฟยอร์ด ตามหุบเขามีธารน้ำแข็งอยู่หลายแห่งแม่น้ำที่เกิดจากเทือกเขา
เหล่านี้เป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ไหลแรง เหมาะสำหรับผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ  ที่ราบที่สำคัญของเกาะใต้ คือ
ที่ราบแคนเทอร์เบอรี่ อยู่ทางภาคตะวันออกของเกาะ เป็นที่ราบที่ใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์และเป็นเขตเกษตรกรรมที่สำคัญ

 

ลักษณะภูมิอากาศ

เนื่องจากนิวซีแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างละติดจูดที่ 34-48 องศาใต้  ดินแดนทั้งหมดอยู่ในเขตอบอุ่น และได้รับอิทธิพลจากลมประจำฝ่ายตะวันตก  ทำให้มีอากาศอบอุ่นและชุ่มชื้นตลอดปีอุณหภูมิแตกต่างกันบ้างตามที่ตั้งและความสูงของพื้นที่ เขตที่มีฝนตกหนักได้แก่ ชายฝั่งตะวันตก  ส่วนชายฝั่งตะวันออกเนื่องจากเทือกเขาขวางกั้นอยู่ จึงมีฝนตกน้อยกว่าชายฝั่งตะวันตกนับว่านิวซีแลนด์นี้ มีภูมิอากาศเหมาะสำหรับการเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง

 

พืชพรรณธรรมชาติ

เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่สูง ป่าไม้ที่มีอยู่จึงเป็นป่าไม้เนื้ออ่อน ตามไหล่เขาที่มีฝนตกน้อย ชั้นของดินบาง พื้นที่ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้า ซึ่งช่วยส่งเสริมการอาชีพเลี้ยงสัตว์ในนิวซีแลนด์

สำหรับสัตว์ป่าพื้นเมืองที่รู้จักกันดี คือนกกีวี เป็นสัญลักษณ์ของประเทศนิวซีแลนด์

 

 

 

สิงคโปร์( Singapore)

                                สิงคโปร์ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด และมีเกาะเล็กๆใกล้เคียงอีกประมาณ  58 เกาะ พื้นที่บริเวณชายฝั่งเต็มไปด้วยป่าชายเลน

สิงคโปร์เป็นดินแดนที่ป่าคอนกรีตซึ่งประกอบด้วยตึกสูงๆแทนที่ป่าไม้ดั้งเดิมจนเกือบหมดสิ้นมีเนื้อที่ป่าและป่าชายเลนอยู่ไม่ถึง 3ตารางไมล์ การเพาะปลูกทำได้ในพื้นที่จำกัด และอาหารส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประมาณร้อยละ  75  ของประชากรเป็นชาวจีน ร้อยละ 15 เป็นมลายู และร้อยละ 7 เป็นชาวอินเดีย ประมาณร้อยละ  86  ของชาวสิงคโปร์อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและห้องชุด   ในช่วงหลายสิบปีที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ได้ขยายตัวอย่างเต็มที่ รัฐบาลได้พยายามที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มจากการปลูกต้นไม่ ถึง 5 ล้านต้น ตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 ซึ่งเป็นที่เริ่มต้นการรณรงค์ให้สิงคโปร์เป็น “Garden City”

สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศและเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออก เสื้อผ้า  อิเล็กโทรนิกส์ เครื่องจักร และเครื่องมือสื่อสาร สิงคโปร์เป็นประเทศในเอเชียที่ร่ำรวยเป็นที่สอง

รองจากญี่ปุ่น ปัจจุบันผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรม ได้แก่ การกลั่นน้ำมัน การซ่อมเรือ อิเล็กทรอนิกส์ การบริการทางด้านการเงินและธุรกิจสินค้าออกที่สำคัญ (ค.ศ.1992)ได้แก่ผลิตภัณฑ์น้ำมัน ยางพารา สินค้าสำเร็จรูป เครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ส่วนสินค้าเข้า (ค.ศ.1992) ได้แก่เครื่องบิน น้ำมัน  เคมีภัณฑ์ และอาหาร  ประเทศคู่ค้าได้แก่ สหรัฐอเมริกา  สหภาพยุโรป  ฮ่องกง และญี่ปุ่น

                                ออสเตรเลียเป็นทวีปที่ล้อรอบไปด้วยพื้นน้ำ  ชาวออสเตรเลีย ได้แก่ ทะเลทัสมัน ทะเลคอรัส  ทะเลอาราฟูรา ทะเลติมอร์ และมหาสมุทรอินเดีย

ออสเตรเลียมีความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์ และการเมือง พื้นที่ทางภาคตะวันตกประมาณ 2ใน 3 เป็นทะเลทราย และทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตชุ่มชื่นชายฝั่งตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งๆที่พื้นที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ออสเตรเลียมีประชากรเพียงร้อยละ 7 ของประชากรสหรัฐเท่านั้น ออสเตรเลียเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและมีรัฐบาลประชาธิปไตย

ออสเตรเลียอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางด้านแร่ธาตุ และด้านชีวภาพเนื่องจากเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่ และถูกตัดขาดออกจากทวีปอื่นมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งทำให้พืชและสัตว์ป่าแตกต่างจากบริเวณอื่นของโลก โดยมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีถุงหน้าท้อง เรียกว่า พวกมาร์ซูเปียลส์ ( Marsupials) พวกหนึ่งกับพวกที่วางไข่และเลี้ยงลูกด้วยนม ที่เรียกว่า โมโนทรีมส์ (Monotremes or Egg Laying Mammals) 

อีกพวกหนึ่ง ลักษณะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของออสเตรเลียมีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่เขตภูมิอากาศแถบร้อนชื้นถึงเขตทะเลทราย ทุ่งหญ้าบนพื้นที่ระดับสูง ( Alpine  Meadows) และทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น และเขตร้อน รวมไปถึงแนวปะการังที่พบตามชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีชื่อว่า  “The Great Barrier Reef”

เศรษฐกิจของออสเตรเลีย เลี้ยงตัวเองได้ และประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมมีการพัฒนาสูงมาก ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้นำในการผลิตขนสัตว์และส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก ในขณะเดียวกันการอุตสาหกรรมของออสเตรเลีย ก็กำลังก้าวไกลรวมไปถึงการผลิต และการทำเหมืองถ่านหิน  เหล็ก หินมีค่า และเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์( Fossil  Fuel)

 

 

 

มาเลเชีย ( Malaysia)

 

มาเลเซียประกอบด้วยดินแดน 2 ส่วน คือ ดินแดนในคาบสมุทรมลายู ซึ่งเรียกว่า มาเลเซียตะวันตก กับ รัฐบาห์และซาราวัก ทางเหนือของเกาะบอร์เนียวที่เรียกว่ามาเลเซียตะวันออก พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยภูเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยป่าไม้หนาทึบ ตอนกลางเกาะและที่ราบชายฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหนองบึง และมีภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน ( Af )

ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากป่าไม้ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 59 ของพื้นที่ทั้งประเทศมาเลเซียยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ คือ ดีบุก  น้ำมัน ทองแดง เหล็ก พืชเพาะปลูกที่สำคัญ คือ  ข้าวเจ้า  ยางพารา ปาล์ม  น้ำมัน พริกไทย และมะพร้าว มาเลเซียตะวันออกส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกมากกว่าครึ่งหนึ่งของน้ำมันที่ผลิตได้ในประเทศ และ 3 ใน 4 ของไม้ซุงที่ผลิตได้

เศรษฐกิจดั้งเดิมของมาเลเซียขึ้นอยู่กับสินค้า 2 ชนิด คือ ดีบุก และยางพารา แต่ในระยะหลัง มาเลเซียได้พัฒนาเศรษฐกิจของตนให้ผลิตสินค้าได้มากชนิดขึ้น โดยเพิ่มปาล์มน้ำมัน  โกโก้ พริกไทย และน้ำมัน ปัจจุบันน้ำมันเป็นสินค้าออกที่ทำ รายได้สำคัญให้กับมาเลเซีย

ประชากรส่วนใหญ่ของมาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ ประมาณร้อยละ 70 อาศัยอยู่ในคาบสมุทรมลายู โดยมีชาวมาเลย์มากที่สุด  คือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด 

ที่เหลือเป็นชาวจีน  อินเดีย และชาวผิวขาว

                สินค้าออกที่สำคัญในปัจจุบัน ( ค.ศ.1994 ) ได้แก่  ยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม ดีบุก ไม้ซุง และน้ำมัน ส่วนสินค้าเข้า  ได้แก่ อาหาร น้ำมันดิบ สินค้าอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ ประเทศคู่ค้าได้แก่ ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก และไต้หวัน

 

 

นครเป่ยจิน(ปักกิ่ง)

 

สภาพคร่าว ๆ

 

นครเป่ยจิน มีชื่อย่อว่า จิง เป็นนครหลวงและสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นที่ตั้งของที่ทำการของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เป็นนครหนึ่งในจำนวน 3 นครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของประเทศจีนและเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสัมพันธ์กับนานาประเทศ

ใจกลางของนครเป่ยจินอยู่ตรงละติจูดเหนือ 39 องศา 56 ลิปดา ตัดกับลองจิจูดตะวันออก 116 องศา 20 ลิปดา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 43.71 เมตร(ถือประตูเฉียนเหมินเป็นเกณฑ์) นครเป่ยจิน ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของที่ราบภาคจีนเหนือ เป็นชุมทางในการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างภาคอีสานกับภาคจีนเหนือ ทิวเขาที่อยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเป่ยจิง ไม่ไกลคือ ขั้นบันไดขั้นหนึ่งของที่ราบภาคจีนเหนือซึ่งก้าวขึ้นสูที่ราบสูงมองโกเลียใน นครเป่ยจิงด้านตะวันตกจดเทือกเขาไท่หัง ชานที่ทอดแนวยาวเหยียด ด้านใต้จดที่ราบภาคจีนเหนืออันกว้างใหญ่ ตรงออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 140 กิโลเมตร เป็นทะเลโป๋ไห่ ออกไปอีก 280 กิโลเมตรคือช่องแคบทะเลโป๋ไห่ - ประตูใหญ่ทางทะเลด้านเหนือ เมืองเป่ยจิง อยู่ติดภูเขาใกล้ทะเล เป็นภูมิประเทศที่สง่างามอย่างยิ่ง

เป่ยจิงเป็นเมืองที่มีประวัติมานานที่สุด และเป็นเมืองหลวงเก่าเมืองหนึ่งของจีน นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ. 1115-1234) เป่ยจิงก็เป็นเมืองหลวงมา 800 กว่าปี ในยุคใกล้นี้ เป่ยจิงมีประวัติแห่งการปฏิบัติอันมีเกียรติ การเคลื่อนไหว 4 พฤษภาคม ที่คัดค้านจักรพรรดินิยมและคัดค้านศักดินานิยมใน ค.ศ. 1519 และการเคลื่อนไหว 9 ธันวาคม ที่ต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อกู้ชาติใน ค.ศ. 1935 ต่างก็อุบัติขึ้นในเป่ยจิง

นครเป่ยจิงมีเนื้อที่ 16,807 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 8.86 ล้านคน (ตามสถิติประชากรใน ค.ศ. 1980 ต่อไปก็เช่นเดียวกัน) ประชากรร้อยละ 64.6 อยู่ในเมืองประชากรร้อยละ 35.4 อยู่ในชนบท

 

ภูมิประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศของเป่ยจิงทางตะวันตกเฉียงเหนือสูง ทางตะวันออกเฉียงใต้ต่ำ

ตะวันตกทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทิวเขาติดต่อกันเป็นแนว ทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ราบที่ค่อย ๆ ลาดลงสู่ทะเลโป๋ไห่ ที่ราบเป่ยจิงผืนเล็กนี้คล้ายกับอ่าว จึงเรียกกันว่า อ่าวเป่ยจิง เนื้อที่ภูเขาประมาณร้อยละ 62 บริเวณเขาทางตะวันตกเรียกรวม ๆ ว่าภูเขาซีซาน(ภูเขาตะวันตก) ซึ่งมียอดเขาไป่ฮัวซาน หลิงซาน เมี่ยวเฟิ่งซาน เซียงซานและยี่ว์ฉวนซานอันลือชื่อ บริเวณเขาทางเหนือเรียกรวม ๆ ว่าภูเขาจุนดูซาน ซึ่งมียอดเขาปาต๋าหลิ่งลือชื่อที่สุด ภูเขาในเป่ยจิงโดยทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000-1,500 เมตร บางยอดสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป

ทางตะวันออกและตะวันตกของเป่ยจิงมีแม่น้ำใหญ่ไหลจากเหนือสู่ใต้ด้านละสาย

สายด้านตะวันตก คือ แม่น้ำหย่งติ้งเหออ ด้านตะวันออก คือ แม่น้ำฉาวไป๋เหออ  นอกจากนี้ยังมีคลองขุดดเป่ยยุ่นเหนอ (คลองขุดตอนเหนือ) แม่น้ำจี้ว์หม่าเหอและแม่จีว์เหอ  แม่น้ำเหล่านี้เป็นแควของแม่น้ำ

ไห่เหอทั้งสิ้น เขตเมืองเป่ยจิง ตั้งอยู่บนสันของดินดอนรูปพัดซึ่งเกิดจากแม่น้ำหย่งติ้งเหอพาโคลนตมมา

พอกพูน

 

ภูมิอากาศ

เป่ยจิงอยู่ในภูมิอากาส แบบมรสุมแผ่นดินใหญ่แถบอบอุ่นที่เป็นแบบฉบับ ลมมรสุมนี้ทำให้ปีหนึ่งแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาลอย่างชัดแจ้ง คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงแลฤดูหนาว

ฤดูใบไม้ผลิ  

1.  ใน เป่ยจิงฤดูใบไม้ผลิสั้น อุณหภูมิสูงขึ้นเร็ว กลางวันกับกลางคืนอุณหภูมิต่างกันมาก

2.  แล้ง ฝนน้อย ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 30-70 มิลลิเมตร

3.   มีลมทรายมาก อากาศแห้ง ฤดูใบไม่ผลิเป็นฤดูที่มีลมมากที่สุดในรอบปี เฉลี่ยแล้ว 5-6 วัน จะมีลมพัดจัดกำลัง 6 ขึ้นไปครั้งหนึ่ง ในวันที่ไม่มีลมพายุ อากาศอุ่นดี ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่ง ทิวทัศน์งามตา

ฤดูร้อน

1.    ฝนตกชุก ปริมาณน้ำฝนในฤดูร้อนมีประมาณร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำฝนทั้งปี เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมฝนตกชุกที่สุด

2.  อากาศอบอ้าวร้อนจัดเดือนกรกฎาคมร้อนที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือน 26.1 องศาเซลเซียส. อุณหภูมิสูงสุดสัมบูรณ์เคยถึง 42.6 องศาเซลเซียส ในเดือนกรกฎาคมความกดอากาศต่ำที่สุด เขตที่ราบความกดอากาศ 997-1,000 มิลลิบาร์

ฤดูใบไม้ร่วง

อากาศเย็นสบาย ไม่มีลม ไม่มีเมฆ กลางวันท้องฟ้าปลอดโปร่ง กลางคืนจันทร์กระจ่าง ทัศนวิสัยดีมาก ในเดือนตุลาคม วันที่ทัศนวิสัยชั้น 7 ขึ้นไป   มีถึงร้อยละ 56 กล่าวได้ว่าฤดูใบไม้ร่วงในเป่ยจิงเป็นฤดูทองของรอบปี  แต่ค่อนข้างสั้น พอถึงปลายเดือนตุลาคมลมตะวันตกเฉียงเหนือก็จะนำสัญญาณแห่งฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาเสียแล้ว

ฤดูหนาว

1.  ในเป่ยจิงฤดูหนาวกินเวลา 4-5 เดือน

2.  อุณหภูมิต่ำ เดือนมกราคมหนาวที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนใต้ศูนย์ 4.7 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดสัมบูรณ์เคยถึงใต้ศูนย์ 22.8 องศาเซลเซียส ในเดือนมกราคมความกดอากาศสูงที่สุด ในเขตที่ราบความกดเฉลี่ย 1020-1024 มิลลิบาร์

3.   ปริมาณน้ำฝน(ส่วนใหญ่เป็นหิมะ) น้อยมาก คือประมาณร้อยละ 2 ของปริมาณน้ำฝนทั้งปี อากาศแห้งมาก

4.   ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดบ่อย ๆ และมักจะตามมาด้วยอุณหภูมิลดฮวบลงและกระแสสมหนาวระยะสั้น

เนื่องด้วยเป่ยจิงมีภูเขาโอบล้อมอยู่ 3 ด้าน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประจำปี 636.8 มิลลิเมตร จึงนับว่าดีอย่างหาที่เปรียบได้ยากสำหรับภาคจีนเหนือซึ่งแห้งแล้งและมีฝนน้อย แต่ฝนไม่ค่อยตกต้องตามฤดูกาล แต่ละปีแตกต่างกันมาก ตามข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ ค.ศ. 1841 เป็นต้นมา ปรากฏว่าอุณหภูมิเฉลี่ยประจำปีของนครเป่ยจิง ประมาณ 11.8 องศาเซลเซียส ระยะที่ไม่มีน้ำค้างแข็งในรอบปี      มี 180-200 วัน แสงแดดเพียงพอ

 

อุตสาหกรรม

นับตั้งแต่เบิกเหมืองถ่านหินเหม่นโถวโกวในเป่ยจิงเมื่อ ค.ศ. 1872 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมพัฒนาเชื่องช้ามาก จนกระทั่งถึง ค.ศ. 1949 เป่ยจิงก็ยังคงเป็นเมืองบริโภค ที่เป็นแบบฉบับและใหญ่ที่สุดของจีน 30 กว่าปีมานี้อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้พัฒนาไปย่างใหญ่หลวง ในค.ศ. 1948 มูลค่าการผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งปีมีเพียง 170 ล้านหยวน มาถึงค.ศ. 1980 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 23,200 ล้านหยวน อยู่ในอันดับที่ 2 ของเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ เป่ยจิงเป็นฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน ทั่วทั้งนครมีวิสาหกิจอุตสาหกรรม 3ล721 แห่ง มีพนักงานและกรรมกร 1.34 ล้านคน แขนงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ค่อนข้างครบครัน มีแขนงถลุงโลหะ ถ่านหิน พลังไฟฟ้า เครื่องจักรกล รถยนต์ เคมีภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียม อิเล็กทรอนิคส์ เครื่องวัด วัสดุก่อสร้าง ปั่นทอ อุตสาหกรรมเบา ฯลฯ บริษัท
เคมีภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมทันสมัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บริษัทเหล็ก และเหล็กกล้าโส่วตู(นครหลวง) เป็นสหวิสาหกิจเหล็ก และเหล็กกล้าขนาดใหญ่พอดูแห่งหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมชั้นเยี่ยม เช่น เครื่องงาช้างแกะสลัก เครื่องหยกแกะสลัก เครื่องจึงไท่หลัน (เครื่องทองแดงลงยาสี) พรม ฯลฯ มีชื่อเสียงโด่งดังในตลาดโลก

 

เกษตรกรรม

เกษตรกรรมของเป่ยจิงรับใช้เมืองเป็นสำคัญ มีเนื้อที่เพาะปลูก 6.5 ล้านโหม่ว (1 โหม่ว เท่ากับ  0.42 ไร่) โดยส่วนใหญ่แบ่งเป็น เขต 3 ประเภท คือ ที่ราบชานเมืองผลิตผัก ผลไม้ เนื้อ ไข่และนม ที่ราบชานเมืองที่ไกลออกไปผลิตธัญญาหารและฝ้าย เขตเขาผลิตผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ชานเมืองผลิตผักสดสนองตลาดตลอด 4 ฤดูกาล ผลไม้แห้งและผลไม้สดก็อุดมสมบูรณ์ เกาลัด และสาลี่จิงไฟ่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ มันฮ่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เป็ดเป่ยจิงเป็นเป็ดเนื้อพันธุ์ดีที่มีชื่อเลื่องลือไปทั่วโลก

 

วัฒนธรรม

เป่ยจิงเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีวัฒนธรรมมาช้านาน พื้นฐานทางวัฒนธรรมแน่นหนาตลอดมา ทุกวันนี้เป็นศุนย์กลางทางวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของประเทศจีน

ทั่วทั้งนครมีสถานอุดมศึกษา 49 แห่ง ส่วนใหญ่พื้นฐานค่อนข้างดี ในจำนวนนี้มี 22 แห่งเป็นสถานอุดมศึกษาจุดหนักของประเทศ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเป่ยจิง มหาวิทยาลัยชิงหว่า มหาวิทยาลัยฝึกหัดครูเป่ยจิง มหาวิทยาลัยประชาชนจีนและวิทยาลัยชนชาติส่วน้อยกลาง

เป่ยจิงเป็นฐานสำคัญในด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์ของประเทศ  สภาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีนและสภาวิทยาศาสตร์สังคมแห่งประเทศจีนได้ตั้งขึ้นในเป่ยจิงตามลำดับ มีสถานวิจัยจำนวนมากที่สังกัด 2 สภานี้ นอกจากนี้ในเป่ยจิงยังมีสภาวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศจีน สภาวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งประเทศจีนและสถานวิจัยวิทยาศาสตร์มากมายที่สังกัดหน่วยงานต่าง ๆ ของส่วนกลาง

 

การคมนาคม

เป่ยจิงเป็นชุมทางคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ รถไฟสายสำคัญ ๆ เช่น สายเป่ยจิง-ฮาร์บิน   เป่ยจิง-ซ่างไห่(เซี่ยงไฮ้)  เป่ยจิง-กว่างโจวและเป่ยจิง-เปาโถว ล้วนออกจากเป่ยจิง เชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ รถไฟระหว่างประเทศไปถึงเปียงยาง อูลานบาตอน์และมอสโคว์ เป่ยจิงยังเป็นศูนย์การบินอันสำคัญของประเทศจีนอีกด้วย สายการปิดภายในประเทศไปยังเมืองสำคัญต่าง ๆ สายการบินระหว่างประเทศไปยังเปียงยาง ย่างกุ้ง มอสโคว์ โตเกียว โอซากา นางาซากิ ปารีส การาจี บูคาเรสต์ เบลเกรด มะนิลา กรุงเทพฯ เตหะราน ซูริค ฟังค์ฟูร์ต ลอนดอน ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ฯลฯ

ตั้งแต่สถาปนาประเทศจีนใหม่ขึ้นเป็นต้นมา การคมนาคมภายในนครเป่ยจิงมีการพัฒนาไปอย่างใหญ่หลวง เมื่อ ค.ศ. 1949 มีรถโดยสานประจำทางเพียง 165 คัน ถึง ค.ศ. 1980 เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คัน คือเพิ่มขึ้น 17.3 เท่า ค.ศ. 1949 ถนนลาดยางมีความยาวทั้งหมดเพียง 215 กิโลเมตร ถึง ค.ศ. 1980 เพิ่มขึ้นเป็น 2,185 กิโลเมตร คือเพิ่มขึ้น 9 เท่า รถไฟใต้ดินสายแรกของจีนที่แล่นผ่านเขตเมืองจากตะวันออกถึงตะวันตกยาว 23.6 กิโลเมตร เริ่มเดินรถเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1969 รถไฟใต้ดินสายรอบเมืองอีกสายหนึ่งซึ่งยาว 16.1 กิโลเมตรกำลังจะสร้างเสร็จและเปิดเดินรถ อำเภอและคอมมูนต่าง ๆ ในเขตชานเมืองที่ไกลออกไปล้วนมีทางหลวงไปถึง และมีรถโดยสารประจำทางติดต่อกับเขตเมือง รถจักรยานเป็นยานพาหนะที่สำคัญอย่างหนึ่งได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านกว่าคัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ การคมนาคมในเขตเมืองยังคงไม่สะดวกจำนวนรถยนต์โดยสารประจำทางและรถบัสไฟฟ้ายังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การสร้างและการขยายถนนก็ยิ่งล่าช้ากว่ารถและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นนั้นมากมาย

 

การแบ่งเขตบริหารและการสร้างเมือง

นครเป่ยจิงแบ่งเป็น 10 เขต กับ 9 อำเภอ   จำนวน 10 เขต ได้แก่ เขตตงเฉิง, เขตซีเฉิง, เขตซวนอู่, เขตฉงเหวิน (เหล่านี้เป็นเขตเมือง), เขตฉาวหยาง, เขตฟงได, เขตไห่เตี้ยน, เขตสือจิ่งซาน(เหล่านี้เป็นเขตชานเมือง) , เขตเหมินโถวโกว ,เขตเยียนซาน (เหล่านี้เป็นเขตชานเมืองที่ไกลออกไป) 
9 อำเภอ   ได้แก่ อำเภอต้าซิง , อำเภอทงเซี่ยน , อำเภอซุ่นอี้ , อำเภอซางผิง , อำเภอผิงกู่ , อำเภอผังซาน , อำเภอมี่หยุน , อำเภอหวายโหรว และ อำเภอเหยี่ยนซิ่ง (เหล่านี้เป็นอำเภอชานเมืองที่ไกลออกไป)

เมืองเก่าเป่ยจิงที่เหลือตกทอดมาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในค.ศ. 1949 นั้น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าแห่งหนึ่ง รัฐบาลประชาชนดัดแปลงเมืองเป่ยจิงโดยพิจารณาถึงความเป็นเมืองโบราน คุ้มครองรักษาโบรานสถานที่มีชื่อ และ ทำการบูรณะซ่อมแซมอยู่เสมอ ลานสนามของราชสำนักหน้าประตูเทียนอันเหมินของเมืองพระจักรพรรดิ ในอดีต เมื่อได้ดัดแปลงและบูรณะแล้วก็สง่างามยิ่ง ปัจจุบันลานสนามนี้เรียกว่า จัตุรัสเทียนอันเหมิน มีเนื้อที่ 40 กว่าเฮกตา   อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนยืนเด่นตระหง่านอยู่ตรงใจกลาง ด้านตะวันออกเป็นพิพิธภัณฑสถานประวัติศาสตร์จีน ด้านตะวันตกเป็นหอประชุมประชาชน ถนนตงฉางอานและถนนซีฉานอาน ซึ่งเป็นปีกด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของจัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อได้ขยายออกไปแล้ว ก็ราบเรียบ ตรงดิ่ง กว้าง 60-70 เมตร สองข้างปลูกต้นไม้ร่มรื่น เป็นถนนสายแกนกลางสายใหม่ที่ตัดผ่านตลอดตัวเมืองจากตะวันตกสู่ตะวันออก นอกจากพระราชวังโบรานแล้ว กำแพงเมืองเป็นชั้น ๆ ของเป่ยจิงเก่าได้รื้อออกไปเกือบหมด ที่ใต้ดินตรงฐานกำแพงเมืองเดิมนั้นส่วนใหญ่ได้สร้างเป็นทางรถไฟใต้ดิน และบนผิวดินได้สร้างเป็นถนน

ตั้งแต่สถาปนาประเทศจีนใหม่ขึ้นเป็นต้นมา เป่ยจิงได้สร้างอาคารบ้านเรือนใหม่รวมทั้งหมด 80 กว่าล้านตารางเมตร หรือเป็น 4 เท่าของเนื้อนที่อาคารบ้านเรือนซึ่งสร้างขึ้นในเวลา 800 ปีที่เป่ยจิงเป็นเมืองหลวงมา  การสร้างเมืองเป่ยจิงได้ขยายออกไปนอกเขตเมืองหลวงมากมาย ได้สร้างเขตอุตสาหกรรมใหม่ เขตวัฒนธรรมการศึกษาใหม่ เขตที่อยู่อาศัยใหม่ เขตสถานทูตใหม่ ฯลฯ และได้สร้างสิ่งสาธารณูปการต่าง ๆ มากมายหลายแห่ง เนื่องจากเป่ยจิงหน้าหนาวค่อนข้างนานลมพายุตะวันตกเฉียงเหนือพัดมาก และแม่น้ำก็ไหลจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานใหม่ส่วนใหญ่จะสร้างในเขตชานเมืองด้านตะวันออก ซึ่ง อยู่ทางปลายลมและปลายน้ำ ชานเมืองด้านตะวันตกเป็นเขตวัฒนธรรมการศึกษาที่ลือชื่อ เป็นที่รวมขององค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสถานอุดมศึกษาส่วนใหญ่ ถนนหนทาง สิ่งก่อสร้างเพื่อสาธารณูปโภคและเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้ตกแต่งเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อได้ปรับปรุงและบูรณปฏิสังขรณ์แล้ว เมืองเป่ยจิงได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่อย่างสิ้นเชิง

ส่วนที่สูงของประเทศ สูง 533 ฟุตจากระดับน้ำทะเล มีเนินเขาอยู่กลางเกาะ







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ศึกษาต่อประเทศอังกฤษ  เรียนต่ออังกฤษ    ศึกษาต่อประเทศอเมริกา  เรียนต่ออเมริกา | SEO By Goalranks

          

39/17 ซอย สุขุมวิท31 (สวัสดี)   แขวงคลองเตยเหนือ   เขตวัฒนา   กทม   10110

โทร : 082-456-5662
อีเมล์ : studyeducation999@gmail.com
เว็บไซต์ : www.education999.com